รีวิว Kinosaki Onsen | กินปู ดูหิมะ ใส่ยูกาตะ แช่ออนเซ็น

อยากหยุดเวลาไว้ที่… Kinosaki Onsen

เคยไหม… ไปเที่ยวที่นึงมาแล้วคิดว่าไปครั้งเดียวไม่พอยังไงก็ต้องกลับไปอีก… เรารู้สึกแบบนี้กับเมือง “Kinosaki Onsen” เมืองคิโนซากิออนเซ็น เป็นเมืองเล็กๆน่ารักๆของญี่ปุ่น ที่ตั้งอยู่แถบโซน Kansai ไปที่นี่เมืองเดียวได้ทั้ง กินปู ดูหิมะ ใส่ยูกาตะ และแช่ออนเซ็น ไปอ่านบันทึกการเดินทางของเราครั้งนี้แล้วจะรู้ค่ะว่าเราไปหลงรักอะไรเมืองนี้เข้านักหนา 🙂

ดูวิดีโอในเฟสบุ๊ค กดตรงนี้

ถ้าชอบรีวิวนี้ อย่าลืมกดไลค์และแชร์เป็นกำลังใจให้เรานะ

 

วิธีเดินทางไป Kinosaki Onsen จาก Osaka

พวกเราเดินทางไปญี่ปุ่นช่วงต้นเดือนมีนาคม 2017 ใช้ JR Kansai Wide area passในการเดินทางจาก Osaka มาเมืองนี้กันค่ะ เราซื้อพาสล่วงหน้าก่อนเดินทางมาญี่ปุ่นราคา 9,000 เยน (ถ้าไปซื้อที่ญี่ปุ่นจะ 9,500 เยน) จองผ่านเว็บไซต์ของ JR โดยตรง (http://www.westjr.co.jp/global/en/ticket/pass/kans…) และไปรับพาสตัวจริงที่สถานี Osaka ค่ะ ใช้เดินทางได้ 5 วันแบบไม่จำกัด คุ้มมากๆ เพราะแค่รถที่วิ่งตรงไป Kinosaki Onsen ไปกลับ ก็ราคาเกือบเท่าพาสนี้แล้ว! ใครจะไปเที่ยวที่เมืองนี้จากโอซาก้าแนะนำให้ใช้พาสนี้ค่ะ คุ้มสุดแล้ว

ขอบคุณภาพจาก http://www.westjr.co.jp/global/en/ticket/pass/kans…

รถขบวนนี้วิ่งตรงยาวๆ จากสถานี Shin-Osakaไป Kinosaki onsen ประมาณ 3 ชั่วโมง เราขึ้นกันตอนแปดโมงกว่าๆ ถึงก็ประมาณ 11 โมง ปล.ใครไปเชครอบกลับดีๆ เพราะเรากลับกันตอนเกือบทุ่ม จะไม่มีรถไฟ direct to Osaka แล้ว ต้องเปลี่ยนสายหลายสายอยู่กว่าจะถึง

ด้านในของขบวน non-reserved seat จะมีที่นั่งสองแถว แถวละสองที่นั่งอย่างที่เห็นในรูปนี้

เติมพลังด้วยข้าวกล่องน่ารักๆ ที่เราซื้อมาจากสถานีสักหน่อย

วิวระหว่างทาง จะผ่านหมู่บ้านชมบทญี่ปุ่นหลายๆหมู่บ้าน และที่เราตื่นเต้นมากที่สุดคือ เห็นหิมะตกแบบตกลงมาตอนนั้นเลยเป็นครั้งแรก ><

ตื่นเต้นจากหิมะไปได้ไม่นาน รถไฟก็เข้าจอดที่สถานี Kinosaki Onsen เป็นสถานีปลายทาง ไม่ต้องกลัวว่าจะลงไม่ถูกจ้า

เดินชมบรรยากาศหมู่บ้าน Kinosaki Onsen

ออกมาด้านนอกสถานีก็จะเจอสัญลักษณ์ปูมัทซึบะไม้แบบนี้ ที่ใครไปใครมาก็ต้องถ่ายรูปเก็บไว้ซะหน่อย ^^

เดินออกมาจาก kinosaki onsen station อีกนิดก็จะเจอ Hot Spring Free Drinking Water อยู่หน้าหมู่บ้าน ถือว่าเป็นเครื่องดื่ม welcome drink ของหมู่บ้านนี้

ต่อด้วยรองเท้าเกี๊ยะสไตล์ญี่ปุ่น ที่เรียงกันไว้ดูน่ารัก ญี่ปุ๊นญี่ปุ่นเชียว

ก่อนเข้าไปในหมู่บ้าน เรามาด้านใน Tourist Information Center เพื่อหาข้อมูลร้านอาหารอร่อยๆและร้านเช่ายูกาตะสักนิดค่ะ จะได้เดินถูกทาง ไม่มั่วและหลงนานจนเสียเวลา เพราะเรามีเวลาอยู่ที่นี่แค่เย็นนี้เอง

เดินเข้าหมู่บ้านไปก็จะเห็นตึกรามบ้านช่อง และร้านค้าต่างๆที่ดีไซน์น่ารักๆและดูญี่ปุ่นสุดๆ ให้อารมณ์ต่างกับเที่ยวในเมืองใหญ่อย่าง Osaka หรือ Tokyo มากกกกกกกก

ระหว่างทางก็มีทั้งร้านขายของสดซีฟู๊ดต่างๆ และร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านของที่ระลึก และเกสเฮ้าส์เรียงรายอยู่เต็มสองฝั่ง

ระหว่างเดินเล่นในหมู่บ้าน ฟ้าใสและแดดแรงมากๆๆ

คลองที่ไหลผ่านกลางหมู่บ้าน ถือเป็นอีกหนึ่งจุด landmark ของเมืองนี้

มี Kinosaki Beer เบียร์ท้องถิ่นของที่นี่ขายใน mini mart ด้วยนะคะ ใครชอบดื่มเบียร์อย่าลืมไปลองกันน๊า

ใครทานเนื้อก็ห้ามพลาด Kinosaki Beef เนื้อที่มีขายเฉพาะเมืองนี้จ้า

อากาศที่นี่ต้นเดือนมีนายังหนาวกว่าโอซาก้านิดหน่อย เราเลยแวะตั้งตัว สร้างความอบอุ่นให้ร่างกายอีกนิดที่ร้านกาแฟตกแต่งสไตล์แจ๊ส ชื่อร้าน Nova

เช่าชุดยูกาตะ ที่ร้าน IROHA

ไหนๆก็มาญี่ปุ่นทั้งทีและเมืองก็ได้อารมณ์ญี่ปุ่นซะขนาดนี้ เราเลยตกลงกันว่าจะไปเช่าชุดยูกาตะมาใส่ถ่ายรูปเล่นกัน และได้สอบถามเจ้าหน้าที่ที่จุดบริการนักท่องเที่ยว เค้าแนะนำให้มาเช่าที่ร้าน IROHA อยู่ข้างๆบ่อออนเซ็น Goshoyu Bath


หน้าร้านเช่าชุด IROHA (ซ้ายมือ) Goshoyu bath ที่แช่ ออนเซน (ขวามือ)

ภายในร้านมีชุดยูกาตะอยู่เยอะมากๆ ทั้งของผู้หญิง ผู้ชาย และเด็กๆ มีแบบขายและให้เช่า

ราคาเช่าชุดยูกาตะ ชุดละ 2,160 เยน/วัน รวมทำผมและแต่งตัวให้เราด้วย

ถ้าตัดสินใจเช่าชุดแล้วก็ต้องกรอกฟอร์มเช่าชุด และเซ็นต์เอกสารรับทราบกฎระเบียบการเช่านิดหน่อย หลักๆคือ ต้องจ่ายค่าเช่าชุด และบวกกับมัดจำด้วยอีกต่างหาก 3,000 เยน (ได้คืนเมื่อนำชุดมาคืน) และต้องคืนชุดก่อน 4 ทุ่มของวันที่เรายืมค่ะ

แต่งออกมาแล้วเป็นแบบนี้! พอจะเนียนเป็นสาวญี่ปุ่นกับเค้าได้มั้ยคะ ^^?

พอได้ใส่ยูกาตะกันสมใจแล้วก็ลุยค่ะ! ไปเดินเที่ยว เดินถ่ายรูปกันต่อ เริ่มที่ศาลเจ้าใกล้ๆกับร้านเช่าชุด

“ปูมัทซึบะ” ของดีเมือง Kinosaki Onsen

หนึ่งในของขึ้นชื่อของเมืองคิโนซากิออนเซ็นคือ ปูมัทซึบะ ใครมาที่นี่ห้ามพลาด! มีขายเฉพาะหน้าหนาว ทั้งแบบสดๆและแบบที่เค้านึ่งแล้วแกะไว้แล้ว จกกันตรงนั้นได้เลย

นอกจากปูแล้วที่นี่ยังมีอาหารทะเลสดๆขายอีกเยอะเลย มองไปทางไหนก็น่าลองไปหมด ไม่ว่าจะเป็น หอยนางรม ไข่หอยเม่น หรือปลาหมึก และที่สำคัญคือ ไม่แพงมาก อย่างอูนิ 1 กล่องนี่แค่ 3,800 เยน หรือประมาณพันกว่าบาท


ใครชอบ strawberry ญี่ปุ่น ที่นี่ก็มีขายแบบทั้งแบบธรรมดาและ white strawberry

อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองนี้ หลายๆคนอาจเคยเห็นรูปมาก่อนแล้ว คือร้านขายปูมัทซึบะ ที่มีเจ้าปูยักษ์โดดเด่นอยู่แบบนี้

เสียดายที่ตอนเราไป คนต่อคิวเยอะมากเลยไม่ได้เข้าไปลองชิม แต่ก็ถ่ายราคาอาหารมาฝากเพื่อนๆ เผื่อใครไปจะแวะไปนะคะ

เราใช้เวลาเดินเล่น ชมวิว ถ่ายรูปชิลๆ กับบรรยากาศในเมืองไปเรื่อยๆ ก็เริ่มหิว ในเมื่อกองทัพต้องเดินด้วยท้อง สองสาวก็พากันไปหาร้านอาหารที่เลือกนั้น…อยุ่หน้าหมู่บ้านเลยค่ะ ข้างกับ information center

Itadakimasu ^^ เริ่มทานล่ะนะค่ะ….อร่อยมาก ส่วนตัวชอบที่เป็นข้าวหน้าปลาดิบรวม มีทั้งกุ้ง ปลาหมึก อิกุระ ปูมัทสึบะ ปลาไหล ทูน่าสด ทุกอย่างมีความสด หวานด้วยตัวของอาหารเอง 10 10 10 เอาไปเลย!!

บรรยากาศในร้าน เรียบๆง่ายๆสบายๆ ดูอบอุ่น และไม่ต้องกังวลไปค่ะ มีเมนูภาษาอังกฤษด้วย ^^

หิมะตกที่ Kinosaki Onsen เดือนมีนาคม!

ระหว่างที่ถ่ายรูปกันอยู่เพลินๆ จู่ๆหิมะก็ตกลงมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จะเรียกว่าเป็นหิมะหลงฤดูก็ได้ค่ะ เพราะเพิ่งคุยกับชาวบ้านแล้วเค้าบอกว่าหิมะเพิ่งหมดไปสักพัก แต่เราทั้งคู่ก็ตื่นเต้นลิงโลดกันมากๆๆๆ ก็เพิ่งเคยเห็นหิมะกำลังตกเป็นครั้งแรกนี่เนาะ ^^ (เคยไปเจอหิมะแบบที่ตกกองๆกันไว้แล้วมาแล้ว ยังไม่รู้สึกตื่นเต้นเท่านี้เลย)

หลังจากตื่นเต้นกับหิมะอยู่ได้แป้บนึง ก็เริ่มรู้สึกหนาวมากแบบทนไม่ไหว เลยขอมาตั้งหลักสร้างความอบอุ่นให้ร่างกายกันนิดนึง เราเลือกมานั่งทานชาร้อนและทานขนม creme bulee อุ่นๆกันค่ะ

หลังจากร่างกายอบอุ่นแล้ว เราก็พร้อมที่จะไปลุยกับหิมะด้านนอกต่อ ซึ่งเมื่อเดินออกไปทางหลังร้าน ก็เจอบรรยากาศด้านหลังหมู่บ้านที่มีคลองเล็ก สะพานข้ามคลองน่ารักๆ มีเสาตะเกียงไฟสีแดง บวกกับหิมะที่กำลังตก ที่พวกเราเจอ ฟินมากจริงๆ


ภาพนี้คุณลุงชาวญี่ปุ่นคนนึงขับรถผ่านมาแล้วจอดรถลงมาคุยกับพวกเราและถ่ายรูปให้ค่ะ เค้าบอกว่าเค้าเป็นคนที่หมู่บ้านนี้ แล้วก็ดีใจมากที่เราชอบและมาเที่ยวเมืองนี้ อยากให้มีคนมาที่นี่กันเยอะๆค่ะ

อย่างที่สาวกญี่ปุ่นรู้กัน ท่อน้ำแต่ล่ะเมืองที่ญี่ปุ่นก็จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เค้าจะนำเสนอจุดเด่นของเมืองนั้นๆ อย่างเช่นภาพด้านบนก็เป็นตัวแทนที่สื่อถึงเมือง Kinosaki Onsen ค่ะ

เดินมาเรื่อยๆ ก็จะเจอกับคลองที่ไหลผ่านกลางหมู่บ้าน เราเคยอ่านรีวิวที่ไปหมู่บ้านนี้หน้าหนาวและมีหิมะเกาะหนาตามต้นไม้ และราวสะพาน ดูแล้วตะลึงกับความสวยช่วงหน้าหนาวมากๆ ถึงกับต้องมาตามรอยถึงที่นี่เลย

บรรยากาศบริเวณหน้าสถานีรถไฟตอนหิมะตกสวยไปอีกแบบค่ะ

ไม่ใช่แค่คนไทยอย่างเราๆที่ตื่นเต้นกับหิมะนะคะ หนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นที่มาเที่ยวเมืองนี้ก็ใส่ยูกาตะท้าลมหนาว มาถ่ายภาพกันคึกคักเต็มเมืองเลย

ด้านข้างหลังก็เป็นที่แช่ออนเซ็นอีกที่หนึ่งในหมู่บ้านชื่อ Satono Yu Bath อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ คนญี่ปุ่นเองก็ทยอยมาแช่กันใหญ่เลย เนื่องจากอากาศมันหนาวมาก การได้มาแช่ออนเซ็นในเวลาแบบนี้ คือ นิพพาน ค่ะ ^^

มีที่ให้นั่งแช่เท้าคลายหนาวอยู่ด้านหน้าออนเซ็นด้วยค่ะ

แช่ออนเซ็นครั้งแรกที่ Goshonoyu Bath

พวกเราเลือกมาแช่ออนเซ็นกันที่นี่ค่ะ Goshonoyu bath – เป็นหนึ่งในเจ็ดของ ที่แช่ออนเซ็นในเมือง Kinosaki ค่ะ
ที่นี่จะแยกบ่อ ชาย-หญิง ถ้าจำไม่ผิดราคาคนละประมาณ 800-900 เยน ก่อนจะเข้าก็ต้องฝากของ รองเท้า กระเป๋าเอาไปใส่ล็อคเกอร์ด้านในได้ เค้าก็จะให้ผ้าขนหนูเล็กๆมาผืนหนึ่ง ย้ำว่าเล็กๆเหมือนผ้าเช็ดหน้าเท่านั้นเอง! 555 ที่นี่จะมีบ่อทั้ง indoor และ outdoor ซึ่งบ่อ outdoor ขอบอกว่าเด็ดค่ะ เราจะได้ชื่นชมบรรยากาศน้ำตก แล้วยังได้สัมผัสอากาศเย็นๆที่หิมะตก ในขณะที่เราแช่ตัวในออนเซ็น อื้อหือ ดีงามมากเลยค่ะ


ช่วงตอนเย็นและหิมะตกนี่ชาวญี่ปุ่นออกมาแช่ออนเซ็นที่นี่กันคึกคักกว่าเมื่อเช้ามากจริงๆค่ะ ถ้าใครเขินคนเยอะๆแนะนำว่าต้องมาเช้าหน่อยนะคะ

เนื่องจากถ่ายภาพด้านในบ่อออนเซ็นมาไม่ได้เพราะเค้าห้ามนำกล้องเข้าไป เลยเก็บภาพด้านนอกมาฝากแทนนะคะ ^^

หลังจากเราแช่ออนเซ็นกันเรียบร้อยแล้ว รู้สึกสดชื่นมากเลยค่ะ เชื่อแล้วว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงชอบการมานอน มานั่งแช่ออนเซ็น สบายและผ่อนคลายมากเลยจริงๆ แต่ว่าหลังจากแช่มีความรู้สึกว่าร่างกายต้องการอะไรสักอย่าง ตาก็เหลือบไปเห็นคนญี่ปุ่นเจ้าถิ่นส่วนใหญ่ ออกมานั่งดื่มนมกาแฟเย็น หรือแม้แต่โยเกิร์ตเย็น กันเป็นกลุ่มๆ เราเลยลองมั่งค่ะ เค้าจะมีตู้ให้หยอดเหรียญ เลือกเอาเลย ตามใจจปรารถนา 555 เราสองคนก็ลองทั้งโยเกิร์ตเย็นและนมกาแฟเย็น ดื่มอะไรเย็นๆเข้าในร่างกายหลังจากแช่ออนเซ็นมา เป็นอะไรที่บรรยายไม่ถูกเลยค่ะ

ได้ดื่มนมกาแฟหลังจากแช่ออนเซ็นเสร็จหมาดๆนี่มันสุดยอดจริงๆค่ะ ^^

หลังจากแช่ออนเซ็นเสร็จ หิมะก็ยังไม่หยุดตก เราเลยขอเก็บภาพบรรยากาศความประทับใจอีกสักนิดก่อนกลับไปโอซาก้า ไม่บอกก็น่าจะดูออกกันแน่เลยว่าฟินกับที่นี่กันแค่ไหน ถ่ายรูปกันมาซะเยอะแยะขนาดนี้! 5555


เราใช้เวลาอยู่ที่เมืองนี้กันจนเกือบทุ่ม ถึงไปขึ้นรถไฟกลับโอซาก้ากันค่ะ ประมาณแค่ 1 ทุ่มนี่ร้านอาหารต่างๆก็ทยอยปิดกันหมดแล้วนะคะ เหลือแค่มินิมาร์ทไม่กี่ร้านที่ยังเปิดอยู่

บรรยากาศสถานีรถไฟ Kinosaki Onsen เวลาประมาณ 1 ทุ่ม ร้างแบบตอนแรกเห็นแล้วตกใจคิดว่าจะไม่มีรถไฟกลับแล้วซะอีกค่ะ แต่จริงๆแล้วรถไฟสายตรงกลับโอซาก้าแบบไม่ต้องเปลี่ยนขบวนก็หมดแล้วจริงๆด้วย เราต้องเปลี่ยนสายเยอะมากๆแบบตื่นเต้นสุดๆ ณ จุดนั้นคือกราบขอบคุณ hyperdia และสติตัวเองมากจริงๆ เพราะถ้าพลาดสักขบวนคงหลงงงไปใหญ่แน่ ช่วงเวลากลับโอซาก้าแบบสบายใจคือควรแพลนให้ตัวเองมาขึ้นรถไฟรอบประมาณ 5 โมงทันค่ะ จะได้ไม่ต้องลงเปลี่ยนสายที่ไหน นั่งๆนอนๆแบบสบายใจทีเดียวถึงเลย


ขากลับใช้ Kansai WIDE Area Pass เหมือนเดิมค่ะ

เรานั่งรถไฟออกจาก Kinosaki Onsen รอบเวลา 19:18 น. ต้องเปลี่ยนขบวน 4 ครั้ง และถึงสถานี Shin-Osaka ตอน 22:49 น. ใครไม่อยากเสี่ยงเปลี่ยนสายแบบนี้ควรแพลนให้ตัวเองมาขึ้นรถไฟรอบประมาณ 5 โมงทันค่ะ จะได้นั่งๆนอนๆแบบสบายใจทีเดียวถึงเลย

จริงๆแล้วอยากนอนค้างเมืองนี้กันมาก แต่เราตัดสินใจแพลนช้ากันไปหน่อย ประมาณ 1 เดือนก่อนเดินทาง ที่พักต่างๆเลยเต็มไปเกือบหมดแล้ว ที่ยังมีว่างอยู่ก็เกินงบไปซะเยอะ เลยได้เที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับแบบนี้เองค่ะ ยังไม่จุใจเลย เราว่าจะกลับไปแช่ออนเซ็นที่เมืองนี้ให้ครบทั้ง 7 บ่อให้ได้! ถ้ามีโอกาสได้ไปอีก อย่าลืมติดตามรออ่านรีวิวเมืองนี้จากเรากันอีกครั้งแน่นะคะ แล้วพบกันใหม่… Kinosaki Onsen

Facebook Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published.