เที่ยวอิตาลีทั้งที ห้ามพลาด 8 สถานที่สวยปังอลังการที่ต้องไปให้ได้!

อิตาลี (Italy) ดินแดนแห่งศิลปะ ประเทศในฝันที่ใครหลายโดยเฉพาะสาวๆ ตั้งใจว่าต้องเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต แต่ยังอาจไม่มีเวลาไปสักที จึงแก้ขัดด้วยการเที่ยวอิตาลีจำลองแถวๆเขาใหญ่บ้านเราไปก่อน ซึ่งอิตาลีนั้นถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เต็มไปด้วยความน่าสนใจ ทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม ศิลปะ และที่สำคัญคือหนุ่มอิตาลี อันเป็นที่เลื่องลือถึงความดีของเบ้าหน้า จึงกลายเป็นประเทศที่สาวๆทั้งหลาย อยากที่จะไปพิสูจน์ให้รู้สักทีว่าดีจริงอย่างที่เขาลือกันหรือเปล่า ? เป็นไงล่ะคะ การเที่ยวอิตาลีดูน่าสนใจขึ้นเลย

ถ้าใครกำลังจะไปเที่ยวอิตาลี วันนี้เราจะพาทุกคนไปตะลุยเมืองยอดฮิตของอิตาลี จะได้มีข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับอิตาลี ก่อนไปเที่ยวจริงๆ จะมีที่ไหนกันบ้าง ตามมาดูเลยค่ะ

1. กรุงโรม (Rome)

 

อดีตอาณาจักรโรมันสุดยิ่งใหญ่ที่กลายเปนเมืองหลวงที่ใหญ่ที่สุดของอิตาลี ตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศ เป็น เมืองที่มีผู้มาเยือนมากเป็นอันดับที่ 11 ของโลก และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในอิตาลี เพราะกรุงโรมนั้นเต็มไปด้วยที่เที่ยวมากมาย เราจึงได้คัดเฉพาะตัวท็อปของโรมมาให้เฉพาะ ที่นอกจากจะได้ชมสถาปัตยกรรมเก่าแก่สไตล์ยุโรป ยังเป็นที่หมายในการส่องหนุ่มอิตาลีกันด้วยค่ะ

เริ่มต้นที่ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (St.Peter’s Basilica) 1 ใน 4 ของมหาวิหารหลักประจำกรุงโรมโดยถือเป็น สิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในนครวาติกัน เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เพราะเชื่อกันว่าเป็น ที่ฝังพระศพของนักบุญปีเตอร์  ซึ่งเป็นสาวกองค์ที่ 12 ของพระเยซู และต่อมาก็ได้เป็นพระสันติปาปาองค์แรกของโรม จึงกลายเป็นธรรมเนียมการฝังสพองค์พระสันติปาปาที่มหาวิหารแห่งนี้

น้ำพุเทรวี (Trevi Fountain) น้ำพุที่ถูกออกแบบตกแต่งแบบสไตล์บาร็อค ซึ่งได้รับความโด่งดังจากภาพยตร์ฮอลลีวู้ดหลายเรื่องที่มาถ่ายทำที่นี่ คำว่า เทรวี่ มาจากภาษาอิตาเลียน แปลว่า การเจอกันของถนน  3 สาย มาจากสถานที่ตั้งของน้ำพุที่ตั้งอยู่บนจุดตัดของถนนทั้ง 3 สาย รวมถึงถ้าหากมาที่น้ำพุเทรวีแล้วต้องทำคือการ โยนเหรียญ เพราะเชื่อกันว่าหากโยนเหรียญลงในน้ำพุแล้ว จะได้กลับมาเยือนที่โรมอีกค่ะ

สนามกีฬาโคลอสเซี่ยม (Colosseum) มากรุงโรมจะไม่พูดถึง สนามกีฬาโคลอสเซี่ยม ได้ยังไง เพราะนี่คือ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณเชียวล่ะค่ะ เป็นอดีตสนามประลองการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ของชาวโรมันเมื่อ 2,000 ปีก่อน ที่สามารถจุผู้ชมได้ถึง 50,000 คน ตั้งอยู่ที่ใจกลางเมือง เราสามารถเข้าไปเก็บภาพสวยๆ บริเวณรอบสนามนี้ได้ จะได้เป็นสิ่งยืนยันว่าถึงโรมแล้วนะจ๊ะ

2. เมืองเวนิส (Venice)

ดินแดนแห่งความโรแมนติก เป็นเมืองที่ไม่เหมือนใคร โดยใช้เรือแทนรถ ใช้คลองแทนถนนถูกสร้างขึ้นจากการเชื่อมเกาะเล็กๆ จำนวน 118 เกาะ เข้าด้วยกันในบริเวณทะเลสาบเวนิเทีย เกิดเป็นความสวยงามและความน่าอยู่อันมีเอกลักษณ์เฉพาะเวนิส จึงกลายเป็นเมืองซึ่งได้รับฉายามากมาย ทั้งเมืองแห่งสายน้ำ เมืองแห่งแสงสว่าง และราชินีแห่งทะเลอาเดรียตริก จากความสวยงามที่ผ่านมาหลายยุคสมัย ยูเนสโก (UNESCO) จึงยกให้เวนิส เป็น หนึ่งในเมืองมรดกโลก  บรรกาศการเที่ยวเวนิสจะเป็นแนวโรแมนติก  เงียบสงบ และผ่อนคลาย จึงเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับคู่รักที่อยากจะมาเที่ยวต่างประเทศด้วยกัน ถ้างั้นมาถึงเวนิสแล้ว ไปต้องไปเที่ยวที่ไหนบ้างนะ ?

จัตุรัสซานมาร์โค (St.Mark’s Square)

จตุรัสใจกลางเมืองเวนิส ที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยอาคารสถาปัตยกรรม ศิลปะไบแซนไทน์  ความสวยงามของที่นี่เป็นที่เลื่องลือมาอย่างยาวนาน ครั้งหนึ่ง นโปเลียนยังเคยกล่าวไว้ว่าที่จตุรัสแห่งนี้นั้น  “ เป็นห้องนั่งเล่นที่สวยที่สุดในยุโรป ” ลานกว้างใหญ่ที่ถูกโอบล้อมด้วยสถาปัตยกรรมวิจิตรงดงาม เคล้าคลอด้วยเสียงดนตรีจากนักดนตรีริมทาง แถมยังเต็มไปด้วยร้านคาเฟ่เก๋ๆ และร้านขายของที่ีระลึก เปรียบเสมือนกับที่นี่เป็นห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความสุข สนุกสนานตลอดทั้งวัน ยิ่งหากมาเวลากลางคืน จะได้เห็นความโรแมนติดอีกด้านที่ดีงามไม่แพ้กันเลยค่ะ

สะพานถอนหายใจ ( Bridge of Sighs)

แค่ชื่อก็สงสัยกันแล้วว่าทำไมต้องถอนหายใจ เพราะในอดีตสะพานข้ามคลองซึ่งเชื่อมต่อกับคุกใต้ดินแห่งนี้ เป็นทางเดินแคบๆเพื่อไปสู่แดนคุมขัง สะพานแห่งนี้จึงมีชื่อเรียกว่า สะพานถอนหายใจ มาจากเรื่องราวน่าสนใจในอดีต ว่ากันว่านักโทษที่เดินออกจากห้องพิพากษาไปสู่คุกจะได้มีโอกาสเห็นแสงสว่างและโลกภายนอกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนหมดอิสรภาพจึงมาพร้อมกับความสิ้นหวังจนต้องถอนหายใจ แต่ในปัจจุบันกลับเชื่อกันว่า หากคู่รักคู่ใดจูบกันบนเรือกอนโดล่า ขณะที่เรือกำลังลอดใต้สะพานตอนที่ระฆังในโบสถ์กำลังตีเมื่อยามพระอาทิตย์ตกดิน จะทำให้ หนุ่มสาวคู่นั้น รักกันจนวันตาย จากความน่ากลัวกลายเป็นความโรแมนติกแบบนี้ สมแล้วจริงๆค่ะที่เป็นเมืองนแห่งความโรแมนติค

3. เมืองฟลอเรนซ์ (Florence)

เมืองที่ได้รับขนานนามว่าเป็น เมืองศูนย์กลางแห่งศิลปะในยุคเรเนสซองส์ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีสถาปัตยกรรมโบราณ เรื่องราวของศาสนา วัฒนธรรม และทิวทัศน์ตามธรรมชาติสวยงามที่ถูกผสมผสานจนกลายเป็นมนต์เสน่ห์ของฟลอเรนซ์ จนได้รับการแต่งตั้งให้ เป็นมรดกโลก จากยูเนสโก้เป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของอิตาลีที่ไม่ควรพลาดจริงๆค่ะ  ถ้าหากมาแล้วอย่าลืมแวะไปเช็คอินที่ จัตุรัสเดลลาซิญญอเรีย (Piazza Della Signoria) ซึ่งรายล้อมไปด้วยรูปปั้นที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง รูปปั้นเพอร์ซิอุสวีรบุรุษกรีกโบราณผู้สังหารเมดูซ่า (Perseus with the Head of Medusa) รูปปั้นเดวิด ซึ่งว่ากันว่า เป็นชายที่งาม และมีรูปร่างที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลกนั้น เป็นผลงานของศิลปิน ไมเคิลแองเจโล่ ผู้โด่งดัง หากไปฟลอเรนซ์แล้วไม่ได้ไปตามหาเดวิดผู้หล่อเหลา ถือว่าไปไม่ถึงนะคะ

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.visitflorence.com/florence-monuments/piazza-della-signoria.html

ด้วยความอิตาลีนั้น เป็นประเทศในยุโรป ซึ่งสำหรับคนไทยจะต้องมีขั้นตอนใน การขอวีซ่า ก่อนเดินทางไปเที่ยวอิตาลี ซึ่งอาจมีความยุ่งยากในเรื่องการเตรียมเอกสาร แล้วไหนจะต้องวางเที่ยว จองที่พัก ตั๋วเครื่องบิน รวมถึงงบที่จำกัด ทริปเที่ยวอิตาลีครั้งนี้อาจต้องล่มไปได้ง่าย ถ้างั้น ลองเปลี่ยนไป เที่ยวกับทัวร์ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีแก้ไม่ให้ทริปล่มได้นะคะ เพราะโปรแกรมทัวร์นั้นจะวางแผนเที่ยวให้เราเสร็จสรร ไม่ต้องเสียเวลาวางแผน แต่ไม่ใช่ว่าจะทัวร์จากบริษัทไหนก็ได้นะคะ เพราะเดี๋ยวจะโดนเทไม่รู้ตัว

 

เราต้องรู้จักเลือกซื้อแพ็คเกจทัวร์จากบริษัททัวร์ที่ไว้ใจได้ อย่าง ทัวร์ครับ เว็บไซต์ที่รวบรวมแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศแบบเน้นๆเรื่องคุณภาพ สามารถเลือกที่เที่ยว ช่วงวันท่องเที่ยว ราคาที่ถูกใจได้ ง่ายๆเพียงไม่กี่คลิ๊ก แถมราคาถูกมากก ไม่แตกต่างจากไปเที่ยวเองเลยค่ะ แค่จองทัวร์อิตาลีจากทัวร์ครับ แล้วเตรียมเอกสารขอวีซ่าให้พร้อม จากนั้นแพ็กกระเป๋าไปเที่ยวอิตาลีแบบสบายใจ ไม่ต้องกังวลใจตลอดทริป เพราะมีไกด์มืออาชีพคอยดูแลตลอดทริป สะดวกสบายขนาดนี้ รีบจองทัวร์อิตาลีคุณภาพ ราคาถูกจากทัวร์ครับกันเล๊ยยยย!!! >>>จองเลย<<<

4. เมืองปิซ่า (Pisa)

พูดชื่อนี้แล้วต้องนึกถึงแต่หอเอนกันแน่ๆ แต่เมืองปิซ่านี้ที่ไม่ได้มีดีแค่หอเอน แต่ยังมีสถาปัตยกรรมแบบโรมันรอบๆที่กำลังรอทุกคนไปเยือน  จัตุรัสดูโอโมแห่งปิซ่า หรือ จัตุรัสกัมโป เดย์ มีราโกลี (Compo Dei Miracoli) ที่ประกอบด้วยกลุ่มอาคารสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ ซึ่งได้รับการลงทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO ด้วยเช่นกัน ภายในมี หอพิธีเจิมน้ำมนต์ (Baptistery of St. John) ขนาดใหญ่ที่สุดในอิตาลีอีกด้วยล่ะค่ะ

อ๊ะ อ้า… ต้องไม่ลืมของดีของเมืองแแวะ หอเอนปิซ่า (Leaning Tower of Pisa) เพราะมาถึงที่ก็ต้องมาชมให้เป็นขวัญตาซักหน่อย จะ ยืน นั่ง นอน ถ่ายรูปตัวเอียงๆ ตามแบบฉบับนักท่องเที่ยวแบบไหน ก็แล้วแต่สะดวกเลยค่ะ เดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึง เพราะหอเอนปิซ่าถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญและเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง เริ่มสร้างเมื่อปี ค.ศ.1173 ใช้เวลาในการสร้างประมาณ 175 ปี แต่ระหว่างการก่อสร้างเกิดไปได้ถึงชั้นที่ 3 ก็การยุบตัวของฐานขึ้นมา ทำให้ต้องหยุดชะงักลงไปซึ่งต่อมาก็มีการสร้างหอต่อเติมขึ้นอีกจนแล้วเสร็จ โดยใช้เวลาสร้างทั้งหมดถึง 177 ปี โดยที่หอเอนปิซ่านี้ กาลิเลโอ บิดาแห่งวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นชาวอิตาเลี่ยนได้ใช้เป็นสถานที่ทดลองทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของโลกที่ว่า สิ่งของสองชิ้น น้ำหนักไม่เท่ากัน ถ้าปล่อยสิ่งของทั้งสองชิ้นจากที่สูงพร้อมกัน ก็จะตกถึงพื้นพร้อมกันอีกด้วย ซึ่งความไม่สมบูรณ์ของหอเอนปิซ่านี้ กลับกลายเป็นมนต์เสน่ห์ที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างเข้าเที่ยวอิตาลีกันเป็นจำนวนเลยล่ะค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.towerofpisa.org

 ยังนะคะ ที่เที่ยวท็อปของอิตาลียังไม่หมด แต่ถ้าจะเล่าให้ครบอาจต้องใช้เวลาอีกหลายวัน ดังนั้นจองทัวร์อิตาลี แล้วไปดูด้วยตาตัวเอง น่าจะเร็วกว่า แถมยังมีโอกาสส่งสายตาปิ๊งๆ ให้หนุ่มอิตาลีหน้าคม เป็นการสานสัมพันธ์ทางฑูตไปในตัวด้วยนะคะ แต่ถ้าหากใครอยากจะสานสัมพันธไมตรีกับหนุ่มจากแถบยุโรปแบบชิวๆ ก็สามารถเข้าไปดูรายละเอียดโปรแกรม ทัวร์ยุโรปราคาถูกเว่อร์ เริ่มต้นเพียง 39,900 บาทเท่านั้น!!! เข้าไปดูรายละเอียดได้เลยที่ https://tourkrub.co/europe-tour

Facebook Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *