25 พิกัดที่เที่ยวห้ามพลาด! ‘เซนได-ยามากาตะ’ (Sendai-Yamagata)

25 ที่เที่ยว เซนได-ยามากาตะ

“ญี่ปุ่น” เป็นประเทศที่เราเชื่อว่า ถ้าใครได้ลองไปสักครั้ง จะต้องอยากกลับไปซ้ำอีกรอบแน่ๆ… และรีวิวนี้ เราจะพาไปเปิดมุมมองใหม่ ในการเที่ยวญี่ปุ่น ที่ภูมิภาค “Tohoku” ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น กับสองจังหวัดน่าเที่ยวอย่าง “เซนได (Sendai) และ ยามากาตะ (Yamagata)”

เมือง Sendai นั้นเป็นเมืองหลวงของจังหวัดมิยางิ (Miyagi) และยังเป็นเมืองที่มีความเจริญและมีขนาดใหญ่ที่สุดของภูมิภาคโทโฮคุด้วยนะ (Tohoku) ส่วนยามากาตะ (Yamagata) เป็นจังหวัดที่มีครบทั้งออนเซ็น ภูเขา น้ำตก สตรอเบอร์รี่หวานๆ และเนื้ออร่อยๆ

การเดินทางครั้งนี้ เราไปเที่ยวกันในฤดูหนาว (ช่วง 21-26 มกราคม 2020) รีวิวนี้เราคัดมาให้เน้นๆ ทั้งที่เที่ยว ที่กิน และที่พัก รวมถึงสถานที่ถ่ายทำละคร “ดั่งดวงหฤทัย เวอร์ชั่น 2020” ในจังหวัด Yamagata ด้วยนะ! จะถูกใจ และน่าไปขนาดไหน มาติดตามชมพร้อมกันได้เลย!

บรรยากาศและโลเคชั่นถ่ายละคร ดั่งดวงหฤทัย เวอร์ชั่น 2020 ในจังหวัด Yamagata

แพลนเที่ยว ‘เซนได-ยามากาตะ’ 5 วัน 4 คืน

Day 1: Bangkok-Sendai-Yamagata
00:00 เดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ ไป สนามบินเซนได TG626
07:40 เดินทางถึงสนามบินเซนได
11:00 Mogami River – ล่องเรือและทานอาหารเที่ยงบนเรือ ( เบนโตะ )
14:00 Ginzan Onsen – เดินเล่นในหมู่บ้านกินซังออนเซ็น
17:00 Hotel Koyo – เช็คอินเรียวกัง ทานอาหารค่ำ แช่ออนเซ็น และพักผ่อน

Day 2: Yamagata
09:00 Zao Ropeway – นั่งกระเช้า ชมวิวสโนว์มอนสเตอร์
12:00 Gyuuriki Yakiniku – ชิมเนื้อย่างชื่อดังแห่งยามากาตะ
13:30 Sagae Strawberry Farm – กินบุฟเฟ่ต์สตรอเบอร์รี่ เก็บชิมสดๆ ในไร่
15:00 Former Saiseiki Hospital – เดินเล่นและถ่ายรูป
16:00 Bunshokan – เดินเล่นและถ่ายรูป
่17:00 Yamagata Kokusai Hotel – เช็คอินและพักผ่อนในโรงแรม

Day 3: Yamagata-Sendai
09:00 Yamadera Temple
10:30 Nikka Whisky Miyagikyo Distillery – เดินทัวร์โรงกลั่นวิสกี้และชิมวิสกี้
12:30 Jogi Nyorai Saihoji Temple – ไปไหว้พระขอพร และชมเจดีย์ห้าชั้น
14:00 Akiusha – ทานเมนูรักสุขภาพในคาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่นมินิมอล
15:00 Akiu Otaki Fudoson Temple & Akiu Otaki Waterfall – ไหว้พระและชมวิวน้ำตก
16:00 Akiu Winery – ชมวิธีหมักไวน์ และชิมไวน์
17:00 Rai-raikyo Gorge Heart Shaped Rock – ชมวิวหินหัวใจ
18:00 Ryokan Ryokusuitei – เช็คอินเรียวกัง ทานอาหารค่ำ แช่ออนเซ็น และพักผ่อน

Day 4: Sendai
10:00 Sendai Daikannon – ไหว้พระแม่กวนอิมที่สูงที่สุดในโลก
11:00 Shiogama Jinja – สักการะศาลเจ้าเก่าแก่
13:00 Shiogama Seafood Wholesale Market – ทานอาหารเที่ยงที่ตลาดปลา
15:00 ANA Holiday Inn Sendai
18:00 Cafe Mythique – แวะทานขนมที่คาเฟ่ลับๆ น่ารักๆ
19:00 Nakakecho Shopping Arcade – ช้อปปิ้งบนช้อปปิ้งสตรีทที่รวมทุกอย่างไว้ที่นี่
21:00 Rikyu – ชิมลิ้นวัวย่างที่ร้านชื่อดังแห่งเซนได

Day 5: Sendai-Bangkok
08:00 เดินทางออกจากโรงแรมไปสนามบินเซนได
11:15 บินกลับกรุงเทพฯ ด้วยการบินไทย TG627

Yamagata
Sendai

การเดินทาง
เราใช้บริการการบินไทย บินตรงจากกรุงเทพ ไปยังเซนได ไฟลท์ TG626 ออกเดินทางจากสุวรรณภูมิ 11:59pm ถึงเซ็นไดเช้าวันรุ่งขึ้น เวลา 07:40am สามารถเดินทางเที่ยวได้ต่อเลยนะ

กดดูรีวิวไฟลท์นี้เพิ่มเติมในคลิปวิดีโอด้านล่างได้เลย


สัญญาณอินเตอร์เน็ต
ทริปนี้เราสองนุ่น เลือกใช้ Pocket Wi-Fi จาก Yogofi

ค่าเช่าโซนเอเชียจะเป็นวันละ 99 บาทค่ะ เน็ต 4G LTE แบบ Unlimited ค่ะ ส่วนโซนอื่นๆ เช่น ทวีปอเมริกา ยุโรป แอฟริกา ตะวันออกลาง เป็นวันละ 249 บาทเน็ต 4G LTE แบบ Unlimited เหมือนกันค่ะ

เราชอบเพราะเค้าให้ใช้ความเร็วสูงสุดไม่อั้นจริงๆ ไม่มีการลดสปีดแล้วก็ไม่จำกัดจำนวน GB ค่ะ ส่วนมากเวลาคนไปต่างประเทศก็อาจจะซื้อซิมที่แบบ 6GB 10 วันอะไรแบบนี้ แต่ Pocket Wi-Fi ของ Yogofi จะไม่ได้จำกัดอยู่ที่ 6GB

ถ้าใช้ดูยูป วิดีโอคอล ที่มันใช้ปริมาณเน็ตเยอะๆ เน็ตมันก็ใช้ต่อได้เรื่อยๆเลยค่ะ ไม่ต้องกังวลว่า เราใช้เน็ตไปกี่ GB แล้วจะเหลืออีก GB จะพอใช้ในทริปที่เหลือหรือป่าว และที่สำคัญ เจ้าตัว Pocket Wi-Fi ของที่นี่ ชาร์จแบต 1 ครั้ง อยู่ได้ยาวๆ ถึง 15 ชั่วโมง ใช้ได้ต่อเนื่องตั้งแต่ออกจากที่พัก ยันกลับเข้าที่พักเลยจ้า และสัญญาณแรงดีไม่มีตก ถึงจะเป็นตอนขึ้นเขาก็ยังใช้อินเตอร์เน็ตได้ปกติ แนะนำเลยสำหรับคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตตลอดเวลา คุ้ม!

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
Facebook: www.facebook.com/YogofiTH/
Facebook Inbox: m.me/YogofiTH
Line: https://line.me/R/ti/p/%40yogofi_th
โทร: 02 -010-5353


Mogami River
เอาล่ะค่ะ มาเริ่มที่พิกัดแรกกันเลย! เรามาล่องเรือบนแม่น้ำ Mogami ถือเป็นแม่น้ำที่สำคัญของจังหวัดยามากะตะ เลยก็ว่าได้ เรือที่เรานั่งเป็นเรือหลังคาใส ที่สามารถชมวิวสองข้างฝั่งได้อย่างเพลินเลยทีเดียว ที่สำคัญบนเรือจะมีคนขับเรือร้องเพลงท้องถิ่น ถือเป็นธรรมเนียมของการล่องเรือบนแม่น้ำนี้เลยก็ว่าได้

นอกจากจะเพลินกับธรรมชาติแล้ว เค้ายังมีเสิร์ฟเบนโตะ บนเรือด้วยนะ การทานเบนโตะครั้งนี้ของเรา ถือเป็นการเปิดประสบการณ์มากๆ เพราะเมนูแปลก ที่เราเจอครั้งนี้คือ เนื้อปลาคาร์ฟเอย เนื้อม้าเอย ซึ่งตอนแรกเราก็ไม่กล้าทานกัน แต่เค้าเพิ่งมาเฉลยทีหลังตอนพวกเราทานเสร็จ แต่คนญี่ปุ่น เค้ารับประทานกันเป็นปกติ ไม่ถือเป็นเมนูแปลก การทานครั้งนี้เลยถือเป็นการเปิดประสบการณ์ไปค่ะ

ที่นี่ยังเป็นโลเคชั่นการถ่ายทำละครไทยบ้านเราอีกด้วยนะ เรื่อง ดั่งดวงหฤทัย ที่กำลังจะออนแอร์ที่บ้านเราเร็วๆ นี้ ใครเป็นแฟนคลับพี่ติ๊ก เจษฎาภรณ์ และนางเอกสาวคิมเบอร์รี่ มาตามรอยกันได้นะคะ

ภาพจากละครดั่งดวงฤทัย

บริเวณท่าเรือ ก็จะมีร้านขายของฝากให้เลือกซื้อกลับไปกันเพลินๆ ด้วยนะคะ แต่ละที่ก็จะมีจุดเด่นที่ไม่เหมือนกัน ที่ยามากาตะ เด่นเรื่องเชอร์รี่ด้วย ของฝากบางอย่างก็จะทำมาจากผลเชอร์รี่ เลือกซื้อกันเพลินเลย


Ginzan Onsen
Ginzan Onsen เมืองออนเซ็นยอดฮิต บรรยากาศโรแมนติก ในที่สุดก็ได้มีโอกาสมาเยือน ช่วงที่มามีหิมะปกคลุม ถึงจะไม่หนามาก แต่บรรยากาศก็สวยงามมีเสน่ห์มากเลยค่ะ ตามมาดูกันเลยดีกว่า

ที่นี่เค้ามีออนเว็นให้แช่เท้าแบบสาธารณะด้วยนะคะ ใครไม่ได้ค้างคืนที่นี่ หรือมีเวลาน้อย ก็สามารถมาแช่เท้าแทนการไปแช่ออนเว็นทั้งตัวก็ได้เช่นกันค่ะ

ทั้งสองฝั่งทางก็จะมีทั้งร้านค้า โรงแรม ร้านขายของฝากให้ได้เดินเลือกเล่นกัน เพลินๆ ไปเลยค่ะ มุมยอดฮิตจะมีสะพานแดง บริเวณกลางหมูบ้าน คือสวยมาก ใครมาก็ห้ามพลาดที่จะแชะภาพกับมุมนี้ค่ะ

การเดินทางจาก Sendai
นั่ง JR Senzan จาก Sendai ไปที่ Yamagata ลงสถานี Oishida Station ( ประมาณ 1 ชั่วโมง 16 นาที ) และต่อรถบัสด้านหน้าสถานี ลงป้ายสุดท้ายที่ Ginzan Onsen ( ประมาณ 35 นาที )

การเดินทางจาก Tokyo
นั่ง JR Yamagata Shinkansen จาก Tokyo ไปที่ Yamagata ลงสถานี Oishida Station ( ประมาณ 3 ชั่วโมง 20 นาที ) และต่อรถบัสด้านหน้าสถานี ลงป้ายสุดท้ายที่ Ginzan Onsen ( ประมาณ 35 นาที )
*รถบัสจากสถานี Oishida Station ไป Ginzan Onsen มีทุกๆ 60-90 นาที ราคาเที่ยวละ 710 เยน

หรือใครจะเช่ารถขับ ก็มีที่จอดรถให้บริการเยอะอยู่นะ ถนนไม่น่ากลัว และสะดวกมากๆ ขับตาม GPS มาได้เลย
Google Map: https://goo.gl/maps/pLEZEoWWy6AFAnyu5


Hotel Koyo
หลังจากนั้น เราก็เดินทางเข้าที่พักของวันแรกที่ยามากาตะ เราพักกันที่ โรงแรม Hotel Koyo ในจังหวัดยามากะตะ เป็นโรงแรมที่ขึ้นชื่อของที่นี่ และยังติดอันดับ 6 โรงแรมออนเว็นที่มีประวัติยาวนาน แถมดาราไทยบางท่านก็เลือกมาพักที่นี่เช่นกันนะคะ เช่นคุณเจมส์ จิรายุ

ตัวโรงแรมที่สวยงามสไตล์ญี่ปุ่น ห้องกว้างขวาง จัดสัดส่วนอย่างดี ส่วนออนเซ็นที่นี่ก็มีทั้งแบบห้องส่วนตัว และแบบสาธารณะ เราลองไปแบบรวมมา แต่แยกชายหญิงนะคะ แช่ออนเซ็นท่ามกลางอากาศหนาวติดลบ ช่างเป็นอะไรที่ดีมาก และผ่อนคลายร่างกายสุดๆ

อาหารมื้อเย็นของที่นี่ก็ดีมาก จัดมาแบบเป็นเซ็ตอลังการมากค่ะ ทั้งเนื้อชาบู ซูชิ เครื่องเคียง อาหารเรียกน้ำย่อยต่างๆ นานา มาแบบจัดเต็ม แถมรสชาติสด อร่อย ถือเป็นการปิดทริปวันแรกได้อย่างลงตัวมากๆ ค่ะ


Zao Ropeway
วันที่ 2 ที่จังหวัดยามากาตะพิกัดแรกที่เราจะไปในเช้าวันที่ 2 คือ Zao Ropeway และไปตามล่าหา snow monster กันค่ะ

Mount Zao หรือ ภูเขาซะโอ อยู่ในจังหวัด Yamagata ภูมิภาค Tohoku เป็นอีกสถานที่สุดฮิต ช่วงหน้าหนาว ในการมาชมเจ้าสโนว์มอนสเตอร์ หรือ ปีศาจหิมะ ( หรือภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าจุเฮียว Juhyo ) ซึ่งเกิดจากละอองหมอกจับตัวเป็นน้ำแข็งปกคลุมต้นไม้กลายเป็นสีขาวสวยงามทั่วทั้งภูเขา ซึ่งที่ซะโอ ( Zao ) เป็นสถานที่ๆเกิดปรากฎการณ์ ปีศาจหิมะขนาดใหญ่ระดับโลก สามารถชมได้ในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคมของทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนกุมภาพันธ์จะมีให้เห็นมากเป็นพิเศษ

วันที่เรามาฟ้าค่อนข้างปิด เลยไม่ค่อยเห็นเจ้าปีศาจหิมะเท่าไหร่ แต่ก็ได้สัมผัสความหนาวแบบสุดๆ สะใจไปเลยค่ะ ระหว่างทางนั่งกระเช้ามาก็ชมวิวและดูคนมาเล่นสกีไประหว่างทางก็เพลินดีค่ะ

ถ้าวันไหนสภาพอากาศเป็นใจ อาจได้เห็นวิวสวยๆ ของทุ่งปีศาจหิมะได้จากบนกระเช้า นอกจากนี้ บนจุดชมวิวด้านบนสุด ยังสามารถแวะไปสักการะพระจิโซหินผู้ปกป้องคุ้มครองขุนเขาซะโอจิโซซง ( Zao Jizoson ) ได้ด้วย
การเดินทางขึ้นมาดูเจ้าปีศาจ ก็จะนั่งกระเช้าขึ้นมา และจะมีแวะเปลี่ยน 1 จุด ก่อนจะเจอเจ้า snow monster นี้ค่ะ ระหว่างทางขึ้นกระเช้าก็ชมวิวไปพลางๆ ได้ สัมผัสถึงความหนาวที่แท้จริง

ค่าขึ้นกระเช้า Zao Ropeway (2 ต่อ)

  • ต่อที่ 1 ความสูง 1,331 เมตร Sanroku Line: Zao Sanroku Station – Juhyo Kogen Station เที่ยวเดียว 800 เยน / ไปกลับ 1,500 เยน
  • ต่อที่ 2 ความสูง 1,661 เมตร Sancho Line: Juhyo Kogen Station – Jizo Sancho Station เที่ยวเดียว 1,500 เยน / ไปกลับ 3,000 เยน

การเดินทาง
จากสถานี Yamagata นั่งรถ Yamako Bus ประมาณ 40 นาทีไปลงที่ Zao Onsen จากนั้นเดินต่อประมาณ 9 นาทีไปที่ Zao Ropeway สถานี Zao Sanroku และซื้อตั๋วขึ้นกระเช้าเพื่อขึ้นชม Snow Monster
เว็บไซต์ Zao Ropway zaoropeway.co.jp/en/
เว็บไซต์ข้อมูลท่องเที่ยว Yamagata www.womjapan.com/yamagata-sendai/


Gyuuriki Yakiniku
หลังจากลงจากเขา ล่าปีศาจหิมะเสร็จ ท้องก็เริ่มหิว เราได้ไปทานเนื้อย่างร้านดัง ชื่อร้าน “Gyuuriki” ( 焼肉専科 牛力 ) ที่ยามากาตะ มาที่เมืองนี้ทั้งทีต้องทานเนื้อ และลิ้นวัวที่ขึ้นชื่อ ที่ร้านมีเมนูให้เลือกหลากหลาย ทั้งแบบปิ้งย่าง แบบซูชิ ราเมน และอื่นๆ ที่สำคัญ…ราคาไม่แพง แต่ความอร่อยรุนแรงมาก

ราคาเซ็ตมื้อเที่ยง 1,300 JPY (ประมาณ 400 บาท)
ราคาเซ็ตมื้อเย็น 4,500 JPY (ประมาณ 1,300 บาท)

ส่วนที่1 ที่เป็น ดอกๆ จะเป็นโคนลิ้น นิ่มสุด นุ่มสุด กรุบสุด ดีสุด เราชอบส่วนนี้มากสุด!!
ส่วนที่2 ตรงดอกกุหลาบ จะเป็นช่วงปลายๆ ลิ้น จะมีความบางกว่า แต่ก็ยังคงนุ่ม อร่อยอยู่
ส่วนที่3 ในจาน คือ หลังลิ้น ส่วนนี้จะมีความเหนียว หนึบ กรุบๆ เข้าแทรก ใครไม่ค่อยทานลิ้นอาจจะไม่ฟินกับส่วนนี้ แต่เป็นคนทานลิ้น เลยชอบเช่นกัน ได้ไปอีกรสชาติ

พิกัด Google Map https://goo.gl/maps/ZdNbP5yr3NLmfDFd6
เวลาเปิดให้บริการ:
วันจันทร์ – เสาร์ เปิด 11:30 – 14:00 และ 17:00 – 23:00
วันอาทิตย์และวันหยุดเทศกาล 11:30 – 23:00

ถ้าใครไปเที่ยว Yamagata แล้วอยากไปลองชิม เราแนะนำว่า ถ้าไม่ได้เช่ารถขับ ก็เรียกแท๊กซี่จากสถานี JR Yamagata Station ไม่เกิน 10 นาทีก็ถึงร้านแล้วค่ะ
Facebook ร้าน https://www.facebook.com/焼肉専科-牛力-154031154758646
Website ภาษาญี่ปุ่น https://gyuuriki.gorp.jp/
Website ภาษาอังกฤษ https://gurunavi.com/en/t111200/rst/


Sagae Strawberry Farm
ทานเนื้อเสร็จ ก็หาผลไม้ทาน พิกัดต่อไปคือ ฟาร์ม Strawberry เก็บทานกันได้เลยที่สวน แต่ละลูกนะ หอมหวาน อร่อยจริงๆ

พิกัด : Daishita-1404-1 Takaya, 大字 Sagae, Yamagata 991-0042
โทร : 0237-85-5833
Google Map: https://maps.app.goo.gl/yRyKgSMy1EVXGxUC6


Former Saiseikan Hospital
โรงพยาบาลเก่าแก่ที่ตอนนี้ถูกนำมารักษาและอนุรักษ์ไว้ เปิดเป็น museum ให้นักท่องเที่ยวได้ชมประวัติและความเป็นมาของที่นี่กันค่ะ


Bunshokan
Bunshokan คือ ศาลากลางเก่า. …ที่มีประวัติยาวนาน… เป็นอาคารอิฐที่สร้างในสไตล์เรเนซองส์ของประเทศอังกฤษ โดดเด่นมาก แต่เดิมใช้เป็นศาลากลางจังหวัด และหอประชุมสภา ในปี 1984 สถานที่นี้ได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย และได้มีการบูรณะเพื่อให้รุ่นต่อมาๆ ได้มาศึกษาและเรียนรู้ประวัติศาสตร์

เข้าชมฟรี ทุกวัน เวลา: 9 – 16:30 น.
( ปิดทุกวันจันทร์แรก และ จันทร์ที่สามของเดือน )

และที่สำคัญ สถานที่นี้ยังเป็นอีกหนึ่งโลเคชั่น ที่ถ่ายทำละครไทย เรื่อง ดั่งดวงหฤทัย ซึ่งถือเป็นโลเคชั่นที่สวยงาม ได้ซึมซับทั้งความเป็นญี่ปุ่นและยุโรปได้ในที่เดียว

ภาพจากละคร ดั่งดวงหฤทัย


Yamagata Kokusai Hotel
โรงแรมในตัวเมืองยามากาตะที่อยากแนะนำคือที่ Yamagata Kokusai Hotel ที่นี่โลเคชั่นดีมาก ห่างจากสถานีรถไฟ Yamagata Station เพียง 500 เมตร เดินไปสถานีรถไฟได้ใน 7 นาที รอบข้างก็มีร้านอาหารและ Family Mart หาซื้อของได้สะดวกสบาย

ขนาดห้องที่เรานอนก็ประมาณ 22 ตรม. มาตรฐานโรงแรมในเมืองญี่ปุ่นทั่วไป เตียงนุ่มสบาย มีตู้เย็น กาน้ำร้อน ฮีตเตอร์/แอร์ และห้องน้ำ ห้องอาบน้ำในตัว ที่สำคัญคือแค่คืนละ 2,000-3,000 บาทเท่านั้นเอง!


Yamadera Temple
มาที่ Yamagata ทั้งทีก็ต้องไม่พลาดที่จะเดินทางมาไหว้พระ มาชมวัดเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงของที่นี่ นั่นก็คือ วัดยามาเดระ Yamadera Temple เป็นวัดที่สวยงามและกว้างขวางอีกวัดหนึ่งเลย หากใครมีเวลาก็แนะนำให้ขึ้นเขาไปไหว้และดูวัด ศาลเจ้าด้านบนเขา ก็จะสวยและเห็นวิวเมืองแบบเต็มตา

การเดินทางมาลงที่สถานีรถไฟ Yamadera Station โดยการเดินเท้าเพียง 5 นาที
เวลาเปิด-ปิด: 8:00-17:00
วันปิดทำการ: เปิดทุกวัน


Nikka Whisky Miyagikyo Distillery
หลังจากเดินทางมาถึงที่ Sendai เรา แวะเที่ยวกันที่โรงกลั่นวิสกี้ Nikka Whisky Miyagikyo Distillery ซึ่งหลายคนอาจจะคุ้นหูกับชื่อ Nikka Whisky เพราะเค้ามีโรงกลั่นอยู่ที่ฮอกไกโดด้วยนะ แต่รีวิวนี้เดี๋ยวเราพาไปดูที่ มิยางิ เซ็นไดกันบ้างค่ะ

เปิดให้บริการ 09:00 – 16:30 น. (ปิดวันหยุดปีใหม่)
ที่อยู่: Nikka 1, Aoba, Sendai City, Miyagi 989-3433
เว็บไซต์: https://www.nikka.com/eng/distilleries/miyagikyo/

การเดินทางด้วยรถสาธารณะ
สามารถนั่งรถบัสมาได้ ใช้เวลาประมาณ 60 นาที หรือสามารถนั่งรถไฟจากสถานี Sendai Station มาลงที่สถานี Sakunami Station ใช้เวลาประมาณ 40 นาที และเดินต่อมายังโรงกลั่นวิสกี้ได้ โดยใช้เวลาเดินประมาณ 25 นาที

พอมาถึงแล้ว ต้องเข้าไปติดต่อที่ Visitor Center แล้วจะมีพนักงานพาเดินทัวร์โรงกลั่น พนักงานบรรยายภาษาญี่ปุ่น แต่มีเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษแบบหูฟังให้เราค่ะ (พนักงานจะพาเดินทัวร์ในช่วงเวลา 09:00 – 11:30 น. และ 12:30 – 15:30 น.)

ด้านใน Visitor Center จะมีอธิบายวิธีทำวิสกี้เบื้องต้น และมีวิสกี้ชนิดต่างๆ ของ Nikka ตั้งโชว์อยู่ ตั้งแต่เริ่มต้นใหม่ๆ จนถึงปัจจุบัน รวมถึงแบบ Limited Edtion ต่างๆ

และพนักงานจะเราจะพาไปดูในส่วนของโรงกลั่นวิสกี้ ซึ่งแบ่งออกเป็นหลายส่วน ตั้งแต่ขึ้นตอนหมักจนกลั่น บอกเลยว่า กลิ่นวิสกี้คละคลุ้งมากๆ ต้องมีทั้งคนที่ชอบ และคนที่มึนแน่นอน ฮ่าๆ

เมื่อเดินชมเสร็จแล้ว เค้าจะพาเราไปชิมวิสกี้ด้วยจ้า โดยเลือกชิมได้สามแบบฟรี แบบละแก้ว/คน ส่วนใครที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เค้าก็มีน้ำแอปเปิ้ล ที่ใช้เป็นส่วนผสมในการทำไวน์สูตรพิเศษของเค้า ไว้ให้ชิมแทนนะคะ ไม่ต้องน้อยใจไป

ใครชิมแล้วติดใจ จะซื้อติดไม้ติดมือกลับไปดื่มต่อ หรือเป็นของฝาก ก็มีให้เลือกเพียบ! สาวๆอย่างเราชอบ Apple Wine หวานนิดๆ หอมแอปเปิ้ลมาก ดื่มง่าย และราคาไม่แพงเลยค่ะ ขวดขนาด 720ml แค่ะ 990 เยนเท่านั้นเอง


Jogi Nyorai Saihoji Temple
วัดโจกิเนียวไร ไซโฮจิ (Jogi Nyorai Saihoji Temple) เป็นอีกหนึ่งวัดชื่อดังของจังหวัดมิยะงิ และเป็นวัดที่มีความเกี่ยวพันลึกซึ้งกับตระกูลเฮเคะ (Heike) ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ญี่ปุ่นเมื่อ 800 ปีก่อน ไฮไลต์เด่นน่าชมของวัดนี้ได้แก่ หอซะดะโยะชิ (Sadayoshi Hall) ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นแกะสลักเทพเจ้ารวมถึงเทพเจ้าแห่งลมและเทพเจ้าแห่งสายฟ้า โดยเจดีย์ห้าชั้น (Five-storied Pagoda) อันยิ่งใหญ่งดงามที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่สันติสุขของมวลมนุษยชาติ นอกจากนี้ยังมี ต้นเคะยากิ (Keyaki/Zelkova) 2 ต้นที่ประสานตัวรวมเป็นหนึ่งเดียว เรียกว่า ต้นเรนริโนะเคะยากิ (Renri no Keyaki) แปลว่าต้นเคะยากิแห่งรักนิรันดร์ ซึ่งผู้คนนิยมมาขอพรในเรื่องของความรักอีกด้วย

ใครได้ชมภาพยนตร์โรแมนติกสุดน่ารัก “รักแท้…แพ้แรงดึงดูด (Gravity of Love)” ที่ บอย ปกรณ์ เล่นคู่กับ เต้ย จรินทร์พร อาจจะคุ้นๆ สำหรับสถานที่นี้ เพราะเป็นหนึ่งในโลเคชั่น ที่เค้ามาถ่ายทำกันด้วยค่ะ สวยงามมากๆ

การเดินทางโดยรถสาธารณะ
จากสถานี Sendai โดยสารรถไฟสาย JR Sanzan Line ไปลงที่สถานี Ayashi Station ใช้เวลา 30 นาที จากนั้นโดยสารรถ Sendai City Bus จากป้าย Ayashi Ekimae ไปลงที่ป้าย Jogi ใช้เวลา 32 นาที แล้วเดิน 6 นาที


Jogi Tofu
บริเวณใกล้ๆ กับวัด Jogi Nyorai Saihoji Temple นี้ มีร้านเต้าหู้ทอดชื่อดัง คือร้าน Jogi Tofu ที่ใครมาแถวนี้ต้องมาแวะลองชิมกันด้วยนะ

บอกเลยว่า ถึงจะหน้าตาดูธรรมดาๆ แต่อร่อยถูกปากเรามากๆ เค้าทอดสดใหม่ทุกชิ้น กรอบนอก นุ่มใน ราดซอสโชยุ และพริกนิดๆ ทานตอนกำลังร้อนๆ ช่วยคลายหนาวได้ดีเลยค่ะ ฟินสุดยอดไปเลย!


Akiusha Sendai
ก่อนไปลุยต่อ ก็ขอแวะมาทานมื้อเที่ยงแบบเมนูรักสุขภาพที่นี่ เค้าสร้างโดยมีคอนเซปของบ้านโบราณสมัยเมื่อ 160 ปีก่อน โดยเป็นทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ รวมถึงศูนย์ที่ทำให้คุณได้ทำกิจกรรมท่องถิ่นการทำเกษตรได้อีกด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ซึ่งเพิ่มสีสันให้กับอากิอุออนเซ็น

เมนูขึ้นชื่อสำหรับเซ็ตอาหารเที่ยงของร้านนี้คือไก่ย่างเกลือ เสิร์ฟมาพร้อมผักย่าง ซุป และข้าวสวยร้อนๆ นอกจากนี้ที่ร้านยังมีสินค้าแฮนด์เมด และสวนในขวดแก้วน่ารักๆ ขายด้วยนะ

เปิดเวลา 11:00 – 18:00 น. ปิดวันอังคาร
อยู่ในอากิอุออนเซ็น ขับรถจากสถานีเซนไดประมาณ 30 นาที
http://akiusha.jp


Akiu Otaki Fudoson Temple
วัดอากิอุโอทากิฟุโดซน (Akiu Otaki Fudoson Temple) เป็นอีกวัดที่เก่าแก่ อยู่ใกล้กับสถานที่ชื่อดังอย่างน้ำตกอากิอุโอทากิ ทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวก็ต่างแวะมาขอพรที่นี่ไม่ขาดสาย ใครมาที่มิยางิและมาทางน้ำตกอากิอุโอนี้ ห้ามพลาดที่จะแวะมาสักการะนะคะ เราเห็นที่วัดมีเครื่องรางที่มีภาษาไทยเขียนอธิบายไว้ด้วย คนไทยน่าจะแวะมาไม่น้อยเลยล่ะค่ะ


Akiu Otaki Waterfall
เดินจากวัดอากิอุโอทากิฟุโดซน ไปถึง 5 นาที ก็จะถึงจุดชมวิวน้ำตกอากิอุ (Akiu Otaki Waterfall) ที่เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของจังหวัดมายางิและสวยงามมาก น่าเสียดายที่วันที่เราไป ลมแรงและหนาวมากๆ จนเดินไปถึงน้ำตกไม่ไหว เลยได้แค่ถ่ายรูปตรงจุดชมวิวมาให้ชมกันค่ะ หากมาในช่วง ปลายเดือนตุลาคม จนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน จะอยู่ในช่วงของฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ต้นไม้บริเวณรอบๆ น้ำตกจะเปลี่ยนสีเป็นสีแดง สวยงามสุดๆ


Akiu Winery
พิกัดนี้ใครชอบดื่มไวน์ ต้องลองแวะมานะคะ เพราะที่นี่เป็น สวนองุ่นและที่หมักไวน์ขึ้นชื่อของเมืองนี้ค่ะ เราสามารถชมวิธีบ่มไวน์และชิมไวน์หลากหลายประเภทที่เค้าทำเอง รวมถึงไวน์ที่เค้าชนะการประกวดได้เหรียญทองแดงจากการประกวดไวน์ในญี่ปุ่นด้วยนะ! และยังมีไวน์ แก้วที่ระลึก รวมถึงป้อกกี้รสพิเศษให้ซื้อไปชิมหรือเป็นของฝากได้ด้วย

ปล.ในช่วงประมาณเดือน กันยายน องุ่นจะสุกพร้อมเก็บ จะสวยมากๆ เลยค่ะ

เปิดตั้งแต่ 09:30 – 17:00 น. (ปิดวันอังคาร)
Google Map: https://goo.gl/maps/jLaVCR8LitjfGbgL8


Rai-raikyo Gorge Heart Shaped Rock
เดินทางจากน้ำตกอากิอุมาเพียง 15 นาที ก็จะเจอจุดชมวิวสวยๆ อย่าง “สะพานโนโซกิบาชิ (Nozoki – Bashi Bridge)” อยู่ในหุบเขาไรไรเคียว (Rairaikyo Gorge) จุดไฮไลท์ในบริเวณสะพานโนโซกิบาชิก็คือ “แอ่งน้ำรูปหัวใจ (Nozokibashi Hear)” ที่มีความเชื่อว่าถ้ามากับคนรักแล้วมาขอพรจะทำให้รักแฮปปี้ เอนดิ้ง และเป็นจุดไฮไลท์ในการขอแต่งงานของชาวญี่ปุ่นด้วยนะ


Ryokan Ryokusuitei
และที่พักที่เราอยากแนะนำในจังหวัดมิยางิ คือที่พักแบบเรียวกัง ที่ Ryokan Ryokusuitei ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขา ได้เห็นวิวสวยๆ และเป็นส่วนตัวมากค่ะ

ห้องพักจะเป็นแบบสไตล์ญี่ปุ่น ที่พนักงานจะเข้ามาปูฟูกให้เราตอนหัวค่ำ ได้บรรยากาศความเป็นญี่ปุ่นแบบสุดๆ ราคาที่นี่คืนละประมาณ 8,000 บาท (ขึ้นอยู่กับช่วงที่เข้าพัก) สำหรับใครที่เขิน ไม่อยากไปอาบน้ำรวม ที่นี่ก็มีห้องอาบน้ำในตัวด้วยค่ะ

สำหรับมื้อค่ำที่ Ryokan Ryokusuitei เสิร์ฟเป็นเซ็ตอาหารค่ำแบบญี่ปุ่น ที่เค้าจัดเมนูอาหารที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาล เมนูไฮไลท์คือสุกี้ยากี้เนื้อนุ่มๆ และซาชิมิที่ทั้งสดและหวาน อิ่มอร่อยก่อนนอนกันแน่นอน

ไฮไลท์ของที่นี่คือเค้ามีบ่อน้ำพุร้อนหรือออนเซ็นกลางแจ้ง ที่บรรยากาศดีมากๆ แต่เราถ่ายรูปมาให้ดูไม่ได้ แต่มีรูปจากเว็บไซต์ของโรงแรมมาให้ชมความฟินกันด้วยค่ะ

ภาพออนเซ็นกลางแจ้ในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่โรงแรม Ryokan Ryokusuitei จากเว็บไซต์ของโรงแรม


Sendai Daikannon
เจ้าแม่กวนอิมใหญ่แห่งเซนได (Sendai Daikannon) มีขนาดความสูงถึงกว่า 100 เมตร และประดิษฐานอยู่ที่วัดไดคังมิทสึจิ (Daikanmitsu-ji Temple) ภายในองค์เจ้าแม่กวนอิมสามารถเข้าชมได้โดยแบ่งเป็นทั้งหมด 12 ชั้น และมีพระพุทธรูปจำนวนถึง 108 องค์ประดิษฐานเรียงราย ชั้นบนสุดมีหน้าต่างชมวิว ในวันที่อากาศดีหากขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้นนี้ก็จะสามารถมองเห็นทิวทัศน์เมืองเซนไดได้ทั่วเลยล่ะค่ะ


Shiogama Jinja
ศาลเจ้าชิโอกามาจินจาเป็นศาลเจ้าในจังหวัดมิยางิ เป็นหนึ่งในศาลเจ้าที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคนี้ วัดนี้ตั้งอยู่บนเนินเขา ทำให้เรามองลงไปเห็นวิวอ่าว Matsushima จากที่นี่ด้วยค่ะและอีกไฮไลท์หนึ่งของที่นี่คือ เค้าปลูกต้นซากุระไว้ 20 สายพันธ์ และมากกว่า 300 ต้น ซึ่งจะบานระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ถือเป็นอีกสถานที่ที่ช่วงซากุระจะสวยมากๆ ใครแพลนมาเซ็นไดช่วงซากุระ อย่าลืมแวะมาที่นี่ให้ได้เลยนะคะ


Shiogama Seafood Wholesale Market
“ตลาดปลาชิโอกามะ (Shiogama Seafood Wholesale Market)” ศูนย์กลางค้าปลาที่คึกคักในโทโฮคุ มีทั้งร้านอาหารและของทะเลสดๆ เห็นซีฟู้ดสดๆ ละลานตาขนาดนี้ เดินทางมาจากสถานีชิโอกามะเพียง 15 นาทีก็ถึงตลาดปลาชิโอกามะแล้ว สามารถมาเดินเลือกปลาสดๆ กันได้แบบฟินๆ เลยล่ะ

มาถึงที่นี่แล้วก็ห้ามพลาดที่จะลองปลาดิบของเค้าซะหน่อย ไฮไลท์เลยคือ การทำ “มายไคเซ็นด้ง” หรือข้าวหน้าปลาดิบตามใจเรา ง่ายๆ แค่เลือกซื้อปลาดิบสดๆ จากร้านในตลาด (อย่าลืมให้เค้าหั่นให้ด้วยนะ) และมาซื้อชุดข้าวสวยร้อนๆ ใส่ถ้วย พร้อมกับซุปมิโสะ จากนั้นก็นำปลาดิบที่เราซื้อมา มาจัดใส่ถ้วยข้าวของเรา เท่านี้ก็จะได้อิ่มอร่อยฟินๆ กันแล้วนะ


Cafe Mythique
สำหรับสายคาเฟ่ เรามีคาเฟ่ลับๆ น่ารักๆ มาฝากด้วยนะคะ ที่นี่ Cafe Mythique อยู่ในตึก Suishodo Building ชั้น 3 (เดินประมาณ 4 นาที หรือ 350 เมตร จากสถานีรถไฟ Hirosedori Station)

บรรยากาศร้านจะเล็กๆ อบอุ่น และมีเบเกอรี่น่ารักๆ เต็มไปหมด และบาริสต้าที่นี่เค้ามีฝีมือทำลาเต้อาร์ตแบบสามมิติด้วย เมนูแนะนำที่อยากให้ลองสั่งมาชิมก็คือ ลาเต้สามมิติ ที่เป็นรูปน้องหมีสามตัว สมูทตี้สตรอเบอร์รี่ และเค้กไวท์ช็อกโกแลต

ใครชอบคาเฟ่ หรือเปิดคาเฟ่ที่ไทย จะลองมาดู หรือมาหา inspiration ที่นี่ เราว่าก็น่าจะได้แรงบันดาลใจดีๆ กลับไปไม่น้อยเลยน้า

เปิดบริการ 11:00 – 20:00 น.
เว็บไซต์ https://cafemythique.wixsite.com/sendai
เฟซบุ้ก: https://www.facebook.com/Cafe.MythiQue/
พิกัดใน Google Map: https://goo.gl/maps/NLQkiPdA887fDi9K7


Rikyu
สุดท้าย สิ่งที่พลาดไม่ได้ถ้ามาเซ็นไดคือ Gyuton หรือ ลิ้นวัวย่าง นั่นเอง ซึ่งเราจะพาไปชิมกันที่ร้าน Rikyu เป็นร้านที่มีหลายสาขา เพื่อนชาวญี่ปุ่นแนะนำมาว่าดีที่สุดในเซ็นไดสำหรับเค้าเลยล่ะ ที่นี่มีเมนูลิ้นวัวให้เลือกหลากหลาย ทั้งแบบย่าง แบบซูชิ แบบซุป หรือข้าวหน้าแกงกะหรี่ลิ้นวิวก็มี

โดยส่วนตัว เราลองร้านนี้แล้วชอบมาก ลิ้นวัวย่างมากำลังดี เคี้ยวเพลิน และนุ่มมาก แค่โรยเกลือนิดหน่อยก็อร่อยแล้ว และราคาก็ไม่แพง เริ่มต้นแค่พันกว่าเยนเท่านั้นเอง ควรค่าแก่การมาลองมากจ้า

ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่ 10:00 – 22:30 น.
เว็บไซต์ภาษาอังกฤษ: https://gurunavi.com/en/t121612/rst/
พิกัด Googl Map: https://goo.gl/maps/Gr16TPrygi9y9DD5A


Nakakecho Shopping Arcade
พิกัดนี้ ไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะที่นี่คือถนนสายช้อปปิ้งแห่งเซนได อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ Sendai Station ที่รวมทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ครบครัน ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า ร้านอาหาร คาเฟ่ ของฝาก ดองกี้ และอื่นๆ เพียบ! ร้านค้าแถวนี้จะเปิดจนถึงประมาณ 4 ทุ่ม แต่บางที่เช่น ดองกี้ ก็เปิดยาวๆ ทั้งคืนเลย! เหมาะสำหรับมาช้อปปิ้งส่งท้ายทริป ก่อนบินกลับไทยมากจ้า

และนี่ก็คือ 25 พิกัด ที่เที่ยว ที่กิน ที่พัก แนะนำ ที่ “เซนได และ ยามากาตะ”
ใครกำลังแพลนไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งหน้า อย่าลืมแวะไปที่นี่นะคะ
เป็นภูมิภาคที่ มีครบจริงๆ และยังได้อารมณ์ความเป็นญี่ปุ่นดั้งเดิมอยู่เต็มเปี่ยม
เราสองนุ่นไปครั้งแรก…ยังติดใจอยากกลับไปอีกครั้งแล้วล่ะค่ะ

ขอบคุณที่อ่านมาจนจบนะคะ แล้วพบกันใหม่ รีวิวหน้าจ้า

ช่องทางอื่นๆ สำหรับติดตามเราสองนุ่น
Instagram : https://www.instagram.com/bestiewanderer
Facebook : https://www.facebook.com/bestiewanderer
YouTube : http://bit.ly/BestieWandererYouTube

Facebook Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published.